เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินการขนส่งพัสดุด่วนพิเศษกับขนส่งพัสดุธรรมดากันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าทั้งสองอย่างนั้นแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะพาไปไขข้อข้องใจ ก่อนเลือกรูปแบบการขนส่งที่ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด 

ขนส่งพัสดุด่วนพิเศษ VS ส่งพัสดุธรรมดา  

สำหรับความแตกต่างของขนส่งพัสดุด่วนพิเศษ VS ขนส่งพัสดุธรรมดาประกอบไปด้วย 

1. ความรวดเร็ว

พัสดุด่วนพิเศษมุ่งเน้นที่ความเร็วในการจัดส่ง โดยส่วนมากจะใช้เวลาจัดส่งที่สั้นกว่าการขนส่งแบบธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจใช้เวลาเพียง 1 – 2 วัน หรือแม้แต่ภายในวันเดียวสำหรับระยะทางที่ไม่ไกลมาก ในขณะที่การขนส่งแบบธรรมดาอาจใช้เวลานานหลายวัน หรืออาจถึง 1 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับระยะทางและปัจจัยอื่น ๆ 

2. ค่าบริการ 

พัสดุด่วนพิเศษ จะมีค่าบริการที่สูงกว่าการขนส่งแบบธรรมดา เนื่องจากความเร็วในการจัดส่ง และการบริการเสริมอื่น ๆ ที่รวมอยู่ด้วย 

3. การบริการเสริม

ส่งแบบด่วนพิเศษมาพร้อมกับการบริการเสริมต่าง ๆ ที่เพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เช่น การติดตามพัสดุแบบ Real Time การรับประกันความเสียหาย การจัดส่งถึงมือ และการบริการที่ครอบคลุม 

แล้วควรเลือกใช้บริการขนส่งแบบไหนดี  

ถ้ายังไม่เห็นภาพชัดเจนมาดูว่าควรเลือกแบบไหนดี ระหว่างขนส่งพัสดุด่วนพิเศษกับส่งพัสดุธรรมดา มีข้อมูลเพิ่มเติมที่ช่วยให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น ดังนี้

1. ส่งแบบด่วนพิเศษ

เหมาะสำหรับพัสดุที่มีความสำคัญ ต้องการความรวดเร็วในการจัดส่ง เหมาะกับคนที่ยินดีจะจ่ายค่าบริการที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับความสะดวกสบายและความปลอดภัย เช่น เอกสารสำคัญ พัสดุที่ต้องใช้ด่วน หรือของขวัญที่ต้องการให้ถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็ว 

2. พัสดุธรรมดา

เหมาะสำหรับพัสดุที่ไม่เร่งด่วนมากนัก เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถยอมรับเวลาในการจัดส่งที่นานขึ้นได้ เช่น  พัสดุทั่วไป หรือของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ด่วน 

เลือกผู้ให้บริการขนส่งยังไงให้คุ้มค่า

ถ้าคุณต้องการเลือกผู้ให้บริการขนส่งพัสดุให้คุณค่า ควรพิจารณาจากปัจจัยดังต่อไปนี้ก่อนเลือกใช้บริการ

  • ราคา คุณควรเปรียบเทียบราคาจากหลายบริษัท โดยพิจารณาจากน้ำหนัก ขนาดและระยะทางในการจัดส่งว่าเมื่อนำมาเทียบกันแล้วบริษัทไหนให้ข้อเสนอที่ดีกว่า และที่สำคัญอย่าลืมดูด้วยว่ามีการคิดค่าบริการเสริมอื่น ๆ เข้าไปด้วยหรือไม่ เช่น ประกันภัย บริการส่งในพื้นที่ห่างไกล 
  • ระยะเวลาการจัดส่ง แต่ละบริษัทมีระยะเวลาการขนส่งแตกต่างกันไป อย่าลืมเช็กให้ดีว่ารวดเร็วแค่ไหน หลังจากส่งมอบพัสดุ ทางบริษัทจะจัดส่งให้เลยทันทีหรือไม่
  • ควรเลือกบริษัทขนส่งที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ถ้าคุณต้องการส่งสินค้าที่มีความเปราะบางสูง ก็จะต้องมั่นใจว่าเป็นบริษัทขนส่งที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะ
  • มีนโยบายการคืนเงินจากการชดเชย กรณีเกิดความเสียหายหรือพัสดุสูญหายระหว่างการเดินทาง ควรมีนโยบายการคืนเงินหรือการชดเชย เพื่อไม่ให้คุณต้องรับความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งหมดด้วยตัวเอง 

สรุปได้ว่าการขนส่งพัสดุด่วนพิเศษเน้นความเร็ว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าส่งที่มากขึ้น ในขณะที่การขนส่งธรรมดา ไม่เน้นความเร็ว แต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่านั่นเอง